บทที่ 8 อย่าเป็นตัวเองนักสิ

ตอนที่8

อย่าเป็นตัวเองนักสิ

บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นทันตา อัยยาที่เพิ่งพยุงตัวลุกขึ้นได้รีบเอ่ยแทรก เสียงสั่นเล็กน้อย

“ตะวัน เราไม่เป็นอะไร อย่ามีเรื่องเลยนะ…”

ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ตะวันก็หันขวับมาทางเธอ ก่อนจะตวาดกลับอย่างเหลืออด

“ก็เพราะมึงเป็นแบบนี้ไง ถึงมีแต่คนคิดว่าแกล้งได้!”

“น่ารำคาญชะมัด...แค่ขอโทษก็จบใช่ปะ”

“.....”

“งั้นขอโทษแล้วกัน พอใจรึยัง”

คำพูดถูกโยนออกมาแบบขอไปที น้ำเสียงแห้งผาก ไร้ทั้งความจริงใจและความสำนึก ก่อนที่เจ้าตัวจะเบือนหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจ

ตะวันปรายตามองชายร่างสูงสลับกับมองหน้าอัยยาอย่างไม่พอใจ สีหน้าโมโหยังคงชัดเจนอยู่บนใบหน้าคม  จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินผละออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ

อัยยาก้มลงรีบเก็บหนังสือและของที่กระจัดกระจาย มือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามร่างสูงไปอย่างร้อนรน

ร่างเล็กชะลอฝีเท้าลงก่อนจะหยุดยืนตรงม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ ร่างสูงนั่งลงก่อนแล้ว สีหน้ายังตึงเล็กน้อย อัยยาขยับแว่น สูดลมหายใจรวบรวมความกล้า

“ตะวัน…โกรธเราเหรอ”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง แววตาแข็ง ๆ ปรากฏเพียงครู่ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น

“ฉันจะโกรธเธอเรื่องอะไรล่ะ”

“เราแค่ไม่อยากให้ตะวันมีเรื่อง”

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกเป็นตัวเองสักที”

“มะ...หมายความว่ายังไง”

“ก็เพราะคำว่าขอโทษกับคำว่าไม่เป็นไรของเธอ มันทำให้คนอื่นคิดว่าเธอจะถูกทำยังไงก็ได้ โดนคนอื่นรังแกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ซื้อบื้อชะมัด”

“........”

อัยยาขยับแว่นตาอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง

“จริงสิ...ขอโทษนะเมื่อกี้แซนวิชที่ซื้อมาให้เละหมดแล้ว เดี๋ยวเราไปซื้อให้ใหม่นะ ตะวันรอแป๊บ”

“ไม่ต้อง ไหนยื่นมือมาดูซิ”

ร่างสูงพูดเสียงห้วนแต่แววตากลับอ่อนลง ก่อนจะยื่นมือออกไปตรงหน้าอีกฝ่าย อัยยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือออกไปตามที่เขาบอก

ตะวันก้มมองฝ่ามือขาวเนียนที่มีรอยถลอกแดงจาง ๆ ปรากฏอยู่ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันที

“นั่งรอตรงนี้...เดี๋ยวมา”

ชายหนุ่มพูดเพียงสั้น ๆ ไม่เปิดโอกาสให้เถียง พูดจบร่างสูงก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้อัยยานั่งมองแผ่นหลังแกร่งนั้นอย่างงงงันเล็ก ๆ

ร่างสูงหายไปเพียงไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมถุงยาสีขาวในมือ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ อัยยา ระยะห่างใกล้ชิดเสียจนหัวใจดวงน้อยของเธอเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว

ตึก ตัก ตึก ตัก

ตะวันเอื้อมมือมาดึงข้อมือเล็กไว้ ท่าทางไม่ได้อ่อนโยนหรือทะนุถนอมเป็นพิเศษ มือหนาค่อย ๆ ทำความสะอาดแผลถลอกอย่างรวดเร็ว ความเจ็บที่ควรจะรู้สึกกลับเลือนหายไป อัยยาเผลอเงยหน้ามองใบหน้าของเขาอย่างหลงลืมตัว

จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาคมที่กำลังก้มมองมือ เธออย่างตั้งใจ ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่นเล็กน้อย ยามเงยหน้าขึ้นเพียงชั่วครู่ก็ยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ฉันแกล้งเธอได้คนเดียว คนอื่นฉันไม่ยอมหรอกนะ”

“.....”

ตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง

“นี่ ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า”

คำถามนั้นทำให้อัยยาสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ในทันที หญิงสาวรีบขยับแว่นอย่างลนลาน ดวงตาหลบสายตาคมที่จ้องมองอยู่ตรงหน้า

“เอ่อ…ได้ยิน”

“อื้อ เสร็จแล้ว”

“ขอบคุณนะ”

ร่างสูงเหยียดตัวลุกขึ้น มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือยกขึ้นเสยผมเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทางราวกับไม่อยากสบตา

“ตอนเย็น ว่างหรือเปล่า”

“วะ...ว่างสิ ทำไมเหรอ”

“จะชดเชยเรื่องที่ไม่ได้ไปดูหนังด้วย  ถ้าว่างตอนเย็นเจอกันที่ลานจอดรถ”

ทันทีที่พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะรอฟังคำตอบจากหญิงสาวตรงหน้า

อัยยายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับภาพเมื่อครู่เป็นเพียงความคิดของตัวเอง หัวใจเต้นแรงจนต้องยกมือขึ้นกดอกไว้แน่น ก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างเผลอตัว เหมือนไม่อยากเชื่อว่าคำพูดนั้นจะหลุดออกมาจากปากของตะวันจริง ๆ

ช่วงเย็น

แสงแดดสีส้มอ่อนคลี่คลุมลานจอดรถ อัยยายืนรออยู่ข้างรถยนต์คันเดิม หนังสือในอ้อมแขนถูกกอดแนบไว้แน่น สายตากวาดมองไปมาอย่างเผลอระแวง 

ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา ตะวันเดินมากับเพื่อน ท่าทางสบาย ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ไหล่กว้างรับกับแสงยามเย็นจนดูโดดเด่นเกินใคร

อัยยานิ่งไปชั่วขณะ สายตาหยุดอยู่ที่เขาเหมือนถูกตรึงไว้โดยไม่รู้ตัว เธอมองเขานิ่ง ๆ ตาค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะรีบหลบสายตาเมื่อรู้ตัวว่ามองนานเกินไป หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของมันเอง

“เอ่อ...ตะวันจะพาเราไปไหนเหรอ”

หญิงสาวขยับแว่นตาเล็กน้อยเอ่ยถาม

“ไปดูหนังไง อยากดูไม่ใช่เหรอ”

“แต่ว่า คูปองมันหมดอายุแล้ว”

“นี่...ยังจะหวงคูปองอะไรนั่นอีก รีบขึ้นรถ”

“อ่อ...”

อัยยาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธออ้อมไปเปิดประตูรถ มือที่จับที่เปิดสั่นนิด ๆ จากนั้นรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลานจอ

แสงไฟถนนยามเย็นทอดผ่านกระจกเป็นเส้นยาว ร่างเล็กลอบมองชายหนุ่มข้างกายเป็นพัก ๆ ความรู้สึกเผลอไผลไหลเอ่อขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นมาอยากห้ามไม่อยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป